ความเป็นมา
ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าหมาไทยหลังอาน มีมาทั้งแต่เมื่อใด แต่พบหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรในสมุดข่อย เมื่อประมาณ 380ปีมาแล้วนับจากปัจุบัน ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา ปีพุทธศักราช 2170 เป็นบันทึกที่เก่าแก่เกียวกับหมาไทย เท่าทีหาพบได้ในประเทศไทย มีข้อความอ้างถึงหมาว่า "หมาตัวมันใหญ่ มันสูงสองศอกเศษ มันมีสีต่างๆไม่ซ้ำกัน มันมีขนที่หลังกลับ มันภักดีกับผู้เลี้ยงมัน มันหากินขุดรูหาสัตว์เล็กๆ มันชอบติดตามผู้เลี้ยงไปในป่า มันได้สัตว์มันจะนำมาให้เจ้าของ มันภักดีบ้านเรือน มันรักหมู่พวกของมัน มันไปกับเจ้าของมันถึงต้นยางมีน้ำมัน มีกำลังกล้าหาญไม่กลัวใครทั้งหลาย เป็นสุวรรณรัชตะชาด มันมีโคนหูสูง มันมีหางเหมือนดาบชาวป่า ถ้าผู้ใดมีไว้จะได้รับความภักดีจากมัน"
ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าหมาไทยหลังอาน มีมาทั้งแต่เมื่อใด แต่พบหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรในสมุดข่อย เมื่อประมาณ 380ปีมาแล้วนับจากปัจุบัน ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา ปีพุทธศักราช 2170 เป็นบันทึกที่เก่าแก่เกียวกับหมาไทย เท่าทีหาพบได้ในประเทศไทย มีข้อความอ้างถึงหมาว่า "หมาตัวมันใหญ่ มันสูงสองศอกเศษ มันมีสีต่างๆไม่ซ้ำกัน มันมีขนที่หลังกลับ มันภักดีกับผู้เลี้ยงมัน มันหากินขุดรูหาสัตว์เล็กๆ มันชอบติดตามผู้เลี้ยงไปในป่า มันได้สัตว์มันจะนำมาให้เจ้าของ มันภักดีบ้านเรือน มันรักหมู่พวกของมัน มันไปกับเจ้าของมันถึงต้นยางมีน้ำมัน มีกำลังกล้าหาญไม่กลัวใครทั้งหลาย เป็นสุวรรณรัชตะชาด มันมีโคนหูสูง มันมีหางเหมือนดาบชาวป่า ถ้าผู้ใดมีไว้จะได้รับความภักดีจากมัน"
ที่มาของภาพ : http://www.igetweb.com/www/petsuay/news/363129_140120081319.jpg
ถิ่นกำเนิดของสุนัขพันธุ์ไทยหลังอานมีการวิเคราะห์และศึกษากันอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยมีการสันนิษฐานว่า สุนัขพันธุ์ไทยหลังอานมาจากกลุ่มพวกหมาป่าและสุนัขพื้นเมืองในเขตร้อนบริเวณเอเชียตะวันออก ซึ่งมีรูปร่างลักษณะคล้ายกับสุนัขพื้นเมืองในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา พม่า มาเลเซียในสมัยก่อนชาวบ้านทางแถบปริมณฑลหรือต่างตามต่างจังหวัดในประเทศไทยต่างเรียกสุนัขพันธุ์ไทยหลังอานว่า “หมาพราน” เนื่องจากพวกมันสามารถช่วยปกป้องเตือนภัย ดูแลครอบครัว และทรัพย์สิน อีกทั้งยังออกป่าล่าสัตว์ได้ไม่แพ้สุนัขพันธุ์ล่าเนื้อของเมืองนอกอีกด้วย
สาเหตุที่เรียกว่าหลังอานก็เพราะว่าขนบนหลังขึ้นย้อนกลับ โดยมากเริ่มต้นที่ริมกระดูดสันหลังใต้ไหล่ทั้งสองลงไปเล็กน้อย จนถึงบริเวณกลางหลังหรือสะโพก มีรูปร่างแตกต่างกัน ซึ่งมองภาพรวมแล้วมีลักษณะคล้ายอานม้าหรืออานรถ (คำว่าอานในพจนานุกรมฯ มีความหมายว่าที่รองนั่งบนหลังสัตว์หรือหลังยานพาหนะ) เราจึงเรียกขนที่ย้อนบนหลังนี้ว่าหลังอาน
ชื่อที่ใช้เรียกอานก็จะเรียกตามรูปร่างหรือลักษณะ บางท้องถิ่นหรือบางกลุ่มอานชนิดเดียวกันอาจจะเรียกชื่อไม่เหมือนกัน แต่อาจแบ่งได้เป็นกลุ่ม ๆ ดังนี้
1. อานลูกศร คืออานที่มีรูปร่างคล้ายลูกธนูหรือลูกศรมีขวัญ 2 ขวัญบริเวณหัวอานตรงหัวไหล่ ด้านปลายอานจะมีลักษณะเรียวแหลมจรดกลางหลังหรือสะโพก แต่ถ้าอานชนิดเดียวกันแต่ไม่มีหัวอานจะเรียกว่าอานเข็มหรืออานเทพพนมแล้วแต่ลักษณะของขน
ที่มา:http://a1.trd.cm/thaisecondhand/201302/21x/10376573_0.jpg
2. อานแผ่น เป็นอานข้อนข้างใหญ่อยู่บนแผ่นหลัง อาจมีขวัญหรือไม่มีขวัญก็ได้ จะมีรูปร่างที่แตกต่างกันออกไป ก็จะเรียกชื่อตามลักษณะของสิ่งนั้น เช่น อานพิณ อานไวโอลิน อานใบโพธิ์ อานโบว์ลิ่ง อานม้า อานกีต้าร์ ฯลฯ

ที่มา:http://www.thairidgeback.org/Y3%20charming%20TRD.htm

ที่มา:http://www.thairidgeback.org/Y3%20charming%20TRD.htm
ที่มาของภาพ : http://www.bloggang.com/data/thai-ko/picture/1197959313.jpg
ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2536 นับเป็นเกียรติประวัติอย่างสูง สำหรับวงการสุนัขไทยหลังอาน ในโอกาสที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย ได้นำภาพวาดของสุนัขไทยหลังอานสี่ตัว พิมพ์บนแสตมป์สี่ดวง จำหน่ายเป็นวันแรก เพื่อเป็นที่ระลึกในงานสัปดาห์สากลแห่งการเขียนจดหมาย ปีพุทธศักราช 2536 แสตมป์เหล่านี้จะเป็นสื่อเผยแพร่สุนัขไทยหลังอาน ให้ชาวไทยและนานาชาติได้รู้จักมากขึ้นละถือเป็นสัญญาลักษณ์ของดีเมืองตราด จนมีการแต่งกลอนกลอนสุนัขไทยหลังอานขึ้นดังนี้
สุนัขไทยหลังอานที่การสื่อสารฯ ใช้เป็นแบบภาพเหมือน ได้แก่
1. สุนัขเพศเมียสีกลีบบัว ไม่ปรากฎชื่อ และเจ้าของ
2. สุนัขเพศผู้สีดำ ชื่อคุณห้า ผสมพันธุ์ และเจ้าของ พลตรีอำนาจ ชยสมานนท์
3. สุนัขเพศผู้สีแดง ชื่อทองเค ไม่ปรากฎผู้ผสมพันธุ์ เจ้าของคอกบางจาก ภาพวาดโดยนายเจนวิทย์ ทองแก้ว
4. สุนัขเพศผู้สีวาด ชื่อบลู ผู้ผสมพันธุ์จ่าไพศาล เจ้าของในอดีต คุณนิติ แซ่งโล้ว เจ้าของคนปัจจุบัน คุณสมสิทธิ์ ลีฬหะสุวรรณ ภาพวาดโดยนายเจนวิทย์ ทองแก้ว
ที่มา : http://www.lib.ru.ac.th/journal2/สุนัขพันธุ์ไทย-หลังอาน/
และ http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=thai-ko&month=12-2007&date=15&group=2&gblog=3
